Monday, July 6, 2015

WEEK VI : วิเคราะห์ข้อสอบ O-net คอมพิวเตอร์ ( 5ข้อ )



 วิเคราะห์ข้อสอบ O-net คอมพิวเตอร์




1. ห้องสมุดแห่งหนึ่งต้องการพัฒนาระบบการยืมหนังสือโดยสามารถบันทึกข้อมูลการยืมหนังสือลงบนบัตร
    อิเล็กทรอนิกส์โดยไม่ต้องเขียนด้วยมือ ระบบนี้ควรใช้เทคโนโลยีข้อใด
              1.         Smart card                                                                      2. Fingerprint
              3.     Barcode                                                                          4. Wi-Fi

-                   Smart Card ก็พวกบัตรต่างๆ เครดิต เอทีเอ็ม
-                   Fingerprint เป็นระบบแสกนลายนิ นิ้วมือ
-                   Barcode ก็ใช้เครื่องยิงไปที่แถบบาร์โค๊ดเพื่ออ่านข้อมูลแบบห้องสมุดโรงเรียนเรา
-                   Wi-Fi คือ ระบบอินเตอร์เน็ตไร้สาย
ตอบ ข้อ 3



2. ข้อใดไม่ใช่ระบบปฏิบัติการที่นำมาใช้บนอุปกรณ์พกพาประเภท Smartphone
           1.             Ubuntu                                                                            2. Iphone OS
           3.             Android                                                                           4. Symbian

-  อูบุนตู (Ubuntu)   มีการเรียกว่า อูบันตู บ้าง) เป็นระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ที่เป็นระบบปฏิบัติการแบบเปิดซึ่งมีพื้นฐานบนลินุกซ์ (แต่ในปัจจุบัน Ubuntu เปิดตัว ระบบปฏิบัติการที่ใช้งานใน SmartPhone)
-   Iphone OS          เป็นระบบปฏิบัติการที่ใช้ในโทรศัพท์ของ ไอโฟน
-   Android              เป็นระบบปฏิบัติการที่ใช้ใน แทปเลต Tablet และโทรศัพท์ประเภท smartphone
-   Symbian             คือ ระบบปฏิบัติการ (Operating System) ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับเทคโนโลยีการสื่อสารแบบไร้สาย (Wireless) ช่วยในการส่งข้อมูลของโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นหลัก
               ตอบ ข้อ 1 

3. ลิขสิทธิ์โปรแกรมประเภทรหัสเปิด (Open Source)  อนุญาติให้ผู้ใช้ทำอะไรได้บ้าง
              ก. นำโปรแกรมมาใช้งานโดยไม่ต้องเสียค่าลิขสิทธิ์
              ข. ทดลองใช้โปรแกรมก่อน ถ้าพอใจจึงจ่ายค่าลิขสิทธิ์
              ค. แก้ไขปรับปรุงโปรแกรมได้เอง 
            1.     ข้อ ก. กับ ข้อ ค.
            2.     ข้อ ข. กับ ข้อ ค.
            3.     ข้อ ข. อย่างเดียว  
                4.     ข้อ ก. อย่างเดียว  

Open Source คือ ตัวโปรแกรม ซอฟต์แวร์ ที่เกี่ยวกับ การออกแบบและพัฒนา วัตถุประสงค์หลักคือ เป็นตัวโปรแกรมที่ออกแบบมาเพื่อให้ผู้ใช้นำไปใช้งานและอาจพัฒนาตัวโปรแกรมต่อได้ ส่วนใหญ่ Open Source จะเป็นโปรแกรมที่แจกฟรี จึงกลายเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายและรวดเร็วสำหรับในบ้านเรา ที่นิยมใช้งานOpen Source นั้น มีตั้งแต่เว็บในกลุ่มที่จัดทำโดยบุคคล เช่นพวกเว็บแฟนคลับ เว็บ community ต่างๆไปจนถึงเว็บในรูปแบบบริษัท องค์กร ห้างร้าน ส่วนตัวโปรแกรม Open Source ที่เป็นที่นิยม ได้แก่Joomla ต่างๆ Word Press Drupal PHP nuke SMF PHPbb เป็นต้น
              ตอบ ข้อ 1

4. ผู้ประกอบอาชีพเป็นผู้พัฒนาเว็บไซต์ ต้องเชี่ยวชาญความรู้ด้านใดบ้างจากตัวเลือกต่อไปนี้
              ก. ฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์                 ง. HTML
              ข. ระบบปฏิบัติการ                          จ. ระบบฐานข้อมูล
              ค. เว็บเซิร์ฟเวอร์                              ฉ. ภาษาจาวา (Java)

            1.     ข้อ ก. กับ ข้อ ค.
            2.     ข้อ ข. กับ ข้อ จ.
            3.     ข้อ ค. กับ ข้อ ง.
            4.     ข้อ ค. กับ ข้อ ฉ. 

ผู้พัฒนาเว็ปไซต์หรือเรียกกันว่า เว็ปมาสเตอร์ คนเขียนเว็ป ควรจะมีความรู้
- ด้านฮาร์ดแวร์ คือ ด้านอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ต่างๆที่มันจับต้องได้
- ด้านซอฟแวร์ คือ เกี่ยวกับโปรแกรมต่างๆในเครื่อง เกมส์ 
- ระบบปฏิบัติการ คือ โปรแกรมควบคุมการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ Windows ต่างๆ
- เว็ปเซิฟร์เวอร์ คือ เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้บริการพื ้นที่เว็ปเว็ปไซต์ต่างๆ
- HTML เป็นภาษาที่ใช้ในการเขียนเว็ปไซต์ ยังมีพวก ASP , PHP ,Java ด้วย
- ระบบฐานข้อมูล ก็เช่น หากต้องการสร้างเว็ปไซต์ที่เว็ปฐานข้อมูลด้วยก็ต้องมีความรู้เรื่องนี้ด้วย
- ภาษาจาวา ก็เป็นภาษาที่ใช้เขียนสคลิปบนเว็ปไซต์ด้วย เช่น สั่งให้ตัวอักษรวิ่ง กระพริบ
           
ตอบ ข้อ 3


5. ปัจจุบันเครื่องรับโทรทัศน์ที่ใช้เทคโนโลยีใหม่ โดยมีขนาดบางและความคมชัดสูง ซึ่งเลือกใช้จอภาพชนิดใด 
                    1.      CRT                                                                         2. LCD
                    3.       LED                                                                        4. PLASMA 

               จอ LED ย่อมาจาก Light Emitting Diode LED คือหลอดไฟขนาดจิ๋วแต่แจ่วซึ่งใช้หลอด LED เป็นตัวกำหนดแสงและมีLiquid Crystaเป็นผลึกแข็งกี่งเหลวคอยบิดตัวเป็นองศาเพื่อให้แสงจากหลอด LED ส่องลอดออกมาเป็นสีต่าง ๆ   จอ LED ไม่เป็นที่นิยมของตลาดเพราะมีราคาแพงแต่มีขนาดบางความคมชัดสูงมียี่ห้อเดียวคือซัมซุง



       จอ LCD ใช้หลอดไฟ CCFL ซึ่งมีลักษณะเป็นหลอดผอมคล้ายๆหลอดกาแฟเรียงในแนวนอนยาวลงมาเป็นตัว
กำเนิดแสงและมีliquid Crystal คอยบิดตัวเป็นองศาเพื่อให้แสงแบคไลต์(สีขาว) ลอดผ่านทะลุ 
Color Filter แม่สี3 สีเพื่อแสดงออกมาเป็นสีสันต่างๆแต่สีและความคมชัดไม่เท่าจอ LED 



       จอ PLasma มีขนาดใหญ่ตั้งแต่ 42 นิ้ว – 150 นิ้วเหมาะในการดูกีฬาและภาพยนต์แอคชั่นแต่สีเป็นธรรมชาติแต่สิ้นเปลืองค่าไฟฟ้าเพาะเครื่องจะระบายความร้อนออกมาสิ้นเปลืองการติดเครื่องปรับอากาศ 



              จอ CRT สามารถรองรับการแสดงผลได้หลากหลายมีอัตราค่า Refresh Rate ที่สูงกว่าสีสันสดใส คมชัดกว่า แต่มีข้อด้อยคือขนาดใหญ่ น้ำหนักมากสิ้นเปลืองพลังงานมากกว่ามีความร้อนสูง



             ตอบข้อ 3 








อ้างอิงข้อมูลจาก http://www.wanyai.ac.th/OnetT6.pdf


Tuesday, June 30, 2015

WEEK 5 : คนถนัดซ้าย (เรื่องราวที่นักเรียนสนใจ 2)



--- Left-handed ---


" วันนี้เราจะมาพูดถึงความถนัดทางซ้าย หรือว่า ถนัดมือซ้ายนั่นเอง เนื่องจากบล็อกเกอร์เป็นคนถนัดซ้ายก็เลยอยากมาแชร์ข้อมูลให้ได้ทราบกันถึงสาเหตุว่ามันเกิดจากอะไร? แล้วต่างจากถนัดมือขวายังไง? ไปดูกัน  " 



 เริ่มแบบมีสาระนิดนึง
             เนื่องจากมนุษย์มี 2 มือ ดังนั้นจึงแบ่งความถนัดของมือมนุษย์ออกเป็น2 แบบ คือ “ถนัดมือขวา” และ “ถนัดมือซ้าย” ซึ่งจากสถิติโดยทั่วไปของประชากรโลกแล้ว จะมีคนที่ถนัดมือขวาอยู่ประมาณ 85% และคนถนัดมือซ้ายอยู่ประมาณ 15%  แต่การที่คนเราจะถนัดมือข้างไหนนั้น นักวิชาการเชื่อว่ามันเริ่มมาตั้งแต่เรายังไม่เกิดด้วยซ้ำไป โดยสังเกตเห็นได้จากการที่ทารกในครรภ์มารดาวางมือใดไว้ใกล้ปากมากที่สุด มือนั้นก็จะเป็นด้านที่ถนัดที่สุดในเวลาต่อมา แต่หากจะให้แน่ใจจริงๆหรือจะรู้ว่าคนนั้นถนัดมือซ้ายหรือมือขวากันแน่นั้น ต้องดูตอนที่มีอายุประมาณ 2-3 ขวบขึ้นไป โดยสังเกตจากการที่เด็กชอบใช้มือข้างไหนในการหยิบจับสิ่งของ ใช้มือข้างไหนในการใช้ช้อนตักอาหารเข้าปาก ใช้มือข้างไหนในการจับดินสอปากกาในการเขียนหนังสือหรือวาดรูประบายสี มือข้างนั้นก็จะเป็นมือข้างที่เด็กถนัดมากกว่าอีกข้างนั่นเอง





 เพราะหากจะพูดไปแล้ว มันเป็นสิ่งที่ถูกกำหนดโดยพันธุกรรมและเป็นไปตามกระบวนการทำงานของสมองของมนุษย์ โดยคนที่มีความถนัดซ้ายจะถูกควบคุมโดยสมองซีกขวา ส่วนคนที่ถนัดขวาก็จะถูกควบคุมโดยสมองซีกซ้าย และตามหลักการทำงานของสมองก็สอดคล้องกับการกำหนดคุณลักษณะของมนุษย์ โดยสมองซีกขวาจะใช้ในเรื่องของความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ คนถนัดซ้ายส่วนมากจึงมักเป็นคนที่มีความสามารถทางด้านศิลปะหรือมีความเป็นศิลปินสูง เพราะเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ดีนั่นเอง



แต่เมื่อคนหมู่มากถนัดทางขวา ทุกสิ่งทุกอย่างถูกสร้างขึ้นก็จะยึดทางขวาเป็นหลัก คราวนี้แหละคนถนัดมือซ้ายถึงตาลำบากแล้วล่ะ...



 1. เวลาเขียนหนังสือมือจะเลอะหมึกและดินสอเต็มไปหมด




2. ไม้กอล์ฟ หรือถุงมือเบสบอล ต้องใช้สำหรับคนถนัดซ้ายโดยเฉพาะ แถมราคายังแพงกว่ารุ่นปกติ




3. กรรไกรส่วนใหญ่ผลิตออกมาเพื่อคนถนัดขวา




4. โต๊ะเลคเชอร์ไม่มีที่รองแขนสำหรับคนถนัดซ้าย 




5. จะเล่นกีต้าร์ก็ต้องใช้กีต้าร์สำหรับคนถนัดซ้ายโดยเฉพาะ 




6. ลำบากเวลาต้องเขียนบนสมุดโน๊ตสันกระดูกงู



7. ต้องมาคอยระวังเรื่องที่นั่ง เดี๋ยวข้อศอกจะชนกับคนมือขวา




นั่นแหละ เยอะเนอะ..
แต่..

The Devil Is Left Handed





Murderers Are Also Left Handed !



#เกี่ยว


 ยังไม่หมดแค่นี้นะ เรายังนำเกร็ดความรู้ดีๆ มาฝากอีกนิด บนโลกใบนี้ของเรามี “วันสากลคนถนัดซ้าย” ด้วย โดยวันสากลคนถนัดซ้าย จะตรงกับวันที่ 13 สิงหาคมของทุกปี เริ่มต้นมีครั้งแรกในปี ค.ศ. 1976 โดยกลุ่มชาวสหรัฐอมริกากลุ่มหนึ่ง นอกจากนี้ ประธานาธิบดีบารัค โอบมา ผู้นำของประเทศสหรัฐอเมริกาคนปัจจุบันก็ยังเป็นอีกบุคคลหนึ่งที่ถนัดซ้ายอีกด้วย







ไม่ว่าจะเป็นคนถนัดซ้าย หรือถนัดขวา ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ
ขอเพียงเรารู้จักใช้สมองทั้งสองซีก ให้ผสมผสาน และสมดุลกัน
ทั้งในเรื่องของการคิด วิเคราะห์ สร้างสรรค์จินตนาการ และรู้จักนำสิ่งดีๆ เหล่านั้น
แสดงออกมาให้คนอื่นได้เห็นถึงความสามารถที่มีอยู่ในตัวเราก็เพียงพอแล้ว





อ้างอิงข้อมูลจาก : http://www.manager.co.th/Family/ViewNews.aspx?NewsID=9550000038583







Tuesday, June 23, 2015

โปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์ (C/C++/C#/Java) : Week IV


             
                    จากการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับภาษาคอมพิวเตอร์พบว่า ภาษาคอมพิวเตอร์ หมายถึง ภาษาใดๆ ที่ผู้ใช้งานใช้สื่อสารกับคอมพิวเตอร์ หรือคอมพิวเตอร์ด้วยกัน แล้วคอมพิวเตอร์สามารถทำงานตามคำสั่งนั้นได้ คำนี้มักใช้เรียกแทนภาษาโปรแกรม แต่ความเป็นจริงภาษาโปรแกรมคือส่วนหนึ่งของภาษาคอมพิวเตอร์เท่านั้น และมีภาษาอื่นๆ ที่เป็นภาษาคอมพิวเตอร์เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น HTML เป็นทั้งภาษามาร์กอัปและภาษาคอมพิวเตอร์ด้วย แม้ว่ามันจะไม่ใช่ภาษาโปรแกรม หรือภาษาเครื่องนั้นก็นับเป็นภาษาคอมพิวเตอร์ ซึ่งโดยทางเทคนิคสามารถใช้ในการเขียนโปรแกรมได้ แต่ก็ไม่จัดว่าเป็นภาษาโปรแกรม ภาษาคอมพิวเตอร์แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ

● ภาษาระดับต่ำ ได ้แก่ ภาษาเครื่อง และภาษา Assembly


● ภาษาระดับสูง ได ้แก่ Basic, Pascal, Ada, C, Cobol, Fortran และอื่นๆ



ความแตกต่างระหว่างภาษาระดับสูงและระดับต่ำคือ ภาษาระดับต่ำควบคุมอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์ได้ดีกว่าแต่เขียนยาก และยาวมากส่วนภาษาระดับสูงเขียนง่ายเข้าใจง่ายกว่าเพราะใกล้เคียงภาษามนุษย์ แต่มีข้อจํากัดในการควบคุมฮาร์ดแวร์





                      ภาษาคอมพิวเตอร์มีการพัฒนาหรือมีวิวัฒนาการมาโดยลำดับเช่นเดียวกับคอมพิวเตอร์ โดยจะสามารถแบ่งออกเป็นยุคหรือเป็นรุ่นของภาษา (Generation) ซึ่งในยุคหลังๆ จะมีการพัฒนาภาษาให้มีความสะดวกในการอ่านและเขียนง่ายขึ้นกว่าภาษาในยุคแรกๆ เนื่องจากจะมีโครงสร้างภาษาใกล้เคียงกับภาษาอังกฤษ เราสามารถแบ่งภาษาคอมพิวเตอร์ออกได้เป็น 5 ยุคดังนี้

ยุคที่ 1 ภาษาเครื่อง (Machine Language)

               เป็นภาษาที่เกิดขึ้นในยุคแรกสุด และเป็นภาษาเดียวที่เครื่องคอมพิวเตอร์จะสามารถเข้าใจคำสั่งได้ ภาษาเครื่องจะแทนข้อมูลหรือคำสั่งในโปรแกรมด้วยกลุ่มของตัวเลข 0 และ 1 หรือที่เรียกว่าเลขฐานสอง ซึ่งจะสัมพันธ์กับการเปิด (On) และการปิด (Off) ของสัญญาณไฟฟ้าภายในเครื่องคอมพิวเตอร์
          → ข้อดีของภาษาเครื่อง คือสามารถเขียนโปรแกรมควบคุมการทำงานคอมพิวเตอร์ได้โดยตรง และสั่งงานให้คอมพิวเตอร์ทำงานได้อย่างรวดเร็ว

 ยุคที่ 2 ภาษาแอสแซมบลี (Assembly Language)

               เป็นภาษาที่มีการใช้สัญลักษณ์ข้อความ (Mnemonic codes) แทนกลุ่มของเลขฐานสอง เพื่อให้ง่ายต่อการเขียนและการจดจำมากกว่าภาษาเครื่อง แต่เนื่องจากคอมพิวเตอร์รู้จักเฉพาะภาษาเครื่องเท่านั้น ดังนั้นภาษาแอสแซมบลี จึงต้องใช้ตัวแปลภาษาที่เรียกว่า “แอสแซมเบลอร์ (Assembler)” เพื่อแปลคำสั่งภาษาแอสแซมบลีให้เป็นภาษาเครื่อง
               

สรุปคำสั่งที่เขียนด้วยภาษาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ในยุคที่ 1 และที่ 2 จะต้องใช้เทคนิคการเขียนโปรแกรมสูง เพราะมีความยืดหยุ่นในการเขียนน้อยมาก และมีความยากในการเขียนคำสั่งสำหรับผู้เขียนโปรแกรม แต่สามารถควบคุม และเข้าถึงการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ได้โดยตรง และมีความรวดเร็วกว่าการใช้ภาษาระดับอื่นๆ


ยุคที่ 3 ภาษาชั้นสูง (High-level Language)             

               การเขียนโปรแกรมด้วยภาษาระดับสูงจะต้องใช้ตัวแปลภาษา ที่เรียกว่า คอมไพเลอร์ (Compiler) เพื่อแปลภาษาระดับสูงโดยการตรวจสอบไวยากรณ์ของภาษาระดับสูง ไปเป็นภาษาเครื่องเพื่อสั่งให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานต่อไป โดยคอมไพเลอร์ของภาษาระดับสูงแต่ละภาษาจะแปลเฉพาะภาษาของตนเอง และทำงานได้เฉพาะเครื่องคอมพิวเตอร์ชนิดเดียวกันเท่านั้น

คอมไพเลอร์(compiler)

● คอมไพเลอร์จะอ่านโปรแกรมทั้งหมดก่อนเมื่อเจอข้อผิดพลาดก็จะแจ้งให ้แก้ไขแต่ถ้าไม่พบข้อผิดพลาดใดๆ ในโปรแกรมก็จะแปลให ้เป็นโปรแกรมที่พร้อมจะทํางานดังรูป






ตัวอย่างของภาษาคอมพิวเตอร์ระดับสูงได้แก่ ภาษา BASIC ภาษา COBOL ภาษา FORTRAN และ ภาษา C ที่ได้รับความนิยมมากเช่นกัน สามารถเขียนโปรแกรมแก้ปัญหาเฉพาะด้าน เช่น การควบคุมหุ่นยนต์ การสร้างภาพกราฟิก ได้เป็นอย่างดีเพราะมีความยืดหยุ่นและเหมาะกับการใช้งานทั่วๆ ไปได้

สรุปภาษาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในยุคที่ 3 มีการเขียนโปรแกรมที่ง่ายกว่าในยุคที่ 2 สามารถทำงานได้บนเครื่องคอมพิวเตอร์หลายระดับ (Machine Independent) โดยต้องใช้ควบคู่กับตัวแปลภาษา (Compiler or Interpreter) สำหรับเครื่องนั้นๆ และมีความยืดหยุ่นในการแก้ปัญหาได้มากกว่าภาษาระดับต่ำ


ยุคที่ 4 ภาษาชั้นสูงมาก (Very high-level Language)

                    เรียกได้อีกอย่างว่าภาษาในรุ่นที่ 4 (4GLs: Fourth Generation Languages) ภาษานี้เป็นภาษาที่อยู่ในระดับที่สูงกว่าภาษารุ่นที่ 3 มีลักษณะของภาษาในรุ่นที่เป็นธรรมชาติคล้ายๆ กับภาษาพูดของมนุษย์จะช่วยในเรื่องของการสร้างแบบฟอร์มบนหน้าจอเพื่อจัดการเกี่ยวกับข้อมูล รวมไปถึงการออกรายงาน ซึ่งจะมีการจัดการที่ง่ายมากไม่ยุ่งยากเหมือนภาษารุ่นที่ 3 ตัวอย่างของภาษาในรุ่นที่ 4 ได้แก่ Informix-4GL, Focus, Sybase, InGres เป็นต้น
→ ข้อดีของภาษาคอมพิวเตอร์ในยุคที่ 4                                   
                  • การเขียนโปรแกรมจะสั้นและง่าย เพราะเน้นที่ผลลัพธ์ของงานว่าต้องการอะไร ไม่สนใจว่าจะทำได้อย่างไร
                  • การเขียนคำสั่ง สามารถทำได้ง่ายและแก้ไข เปลี่ยนแปลงโปรแกรมได้สะดวก ทำให้พัฒนาโปรแกรมได้รวดเร็วขึ้น
                  • ผู้เขียนโปรแกรมสามารถเขียนโปรแกรมได้เร็ว โดยไม?ต?องเสียเวลาอบรม หรือมีความรู?ด้านการเขียนโปรแกรมหรือไม่ เพราะชุดคำสั่งเหมือนภาษาพูด
                  • ผู้เขียนโปรแกรมไม่จำเป็นต้องทราบถึงฮาร์ดแวร์ ของเครื่องและโครงสร้างคำสั่งของภาษาโปรแกรม

ยุคที่ 5 ภาษาธรรมชาติ (Natural Language)

                  ภาษาธรรมชาติ คือการเขียนคำสั่งหรือสั่งงานคอมพิวเตอร์ทำงานโดยการใช้ภาษาธรรมชาติต่างๆ เช่น ภาพ หรือ เสียง โดยไม่สนใจรูปแบบไวยากรณ์หรือโครงสร้างของภาษามากนัก ซึ่งคอมพิวเตอร์จะพยายามคิดวิเคราะห์ และแปลความหมายโดยอาศัยการเรียนรู้ด้วยตนเองและระบบองค์ความรู้ ( Knowledge Base System) มาช่วยแปลความหมายของคำสั่งต่างๆและตอบสนองต่อผู้ใช้งาน

ตัวอย่างภาษาคอมพิวเตอร์ในยุคที่ 5 เช่น
SUM SHIPMENTS BY STATE BY DATE

→ ข้อดีของภาษาคอมพิวเตอร์ในยุคที่ 5 คือผู้เขียนโปรแกรมสามารถเขียนโปรแกรมได้เร็ว โดยไม่ต้องมีความรู้ด้านการเขียนโปรแกรม แต่คอมพิวเตอร์ที่ใช้โปรแกรมต้องมีระบบรับคำสั่ง และประมวลผลแบบอัจฉริยะ สามารถตอบสนองและทำงานได้หลายแบบ

จากภาษา C สู่ C++
• ภาษา C ได ้มีการพัฒนาต่อโดยใช ้แนวคิดโปรแกรมเชิงวัตถุ หรือ OOP (Object Oriented Programming)
• เกิดภาษาใหม่เรียกว่า “ซี พลัส พลัส” (C++)
• ภาษาซียังเป็นต ้นฉบับให ้กับอีกหลายๆภาษาในปัจจุบันเช่น Java, C# (อ่านว่าซีชาร์ป)
• C# คือภาษาที่ออกแบบมาเพื่อทํางานบนแพลตฟอร์ม.NET 

ภาษา Java
ภาษา Java เป็นภาษาระดับสูงในยุคที่ 4 ที่สนับสนุนการเขียนโปรแกรมเชิงวัตถุ ซึ่งเป็นเทคนิคที่ใช้วัตถุ (Object) เป็นหลักในการพิจารณาสิ่งต่างๆที่สนใจ ดังนั้นโปรแกรมที่เขียนด้วยภาษา Java ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มของ Object ถูกจัดกลุ่มในรูปของ Class โดยที่แต่ละคลาสมีคุณสมบัติการถ่ายทอดลักษณะ (Inheritance) ภาษา Java ได้รับความนิยมอย่างสูง เนื่องจากโปรแกรมที่เขียนด้วยภาษา Java สามารถทำงานบนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีสภาวะแวดล้อมต่างกันได้โดยไม่ขึ้นกับแพตฟอร์มใดๆ (Platform Independent) เป็นภาษาที่มีไวยากรณ์เข้าใจง่าย ดังตัวอย่างต่อไปนี้

 สรุป 
• คอมไพเลอร์ภาษา C ที่ในปัจจุบันมีหลายตัวแต่มีพื้นฐานมาจากมาตรฐานเดียวกันคือ ANSI C
ซึ่งจะเป็นมาตรฐานของการเขียนโปรแกรมภาษา C บนยูนิกซ์ Linux หรือ Windows โดยใช ้คอมไพเลอร์
Visual C++, Borland C++, GNU C/C++
• ภาษาซีเป็นพื้นฐานของภาษา C++, Java, C# 




อ้างอิงข้อมูลจาก : http://www.elearning.msu.ac.th/opencourse/1201104/Unit_1/Unit_1_01_3.htm








Tuesday, June 16, 2015

Social Network กับนักเรียนและสังคมไทย Week III






Social Network คืออะไร ?

               Social Network คือเว็บไซต์ที่เชื่อมโยงผู้คนไว้ด้วยกัน ผ่านInternet ซึ่งช่วยให้คุณหาเพื่อนบนโลกอินเตอร์เน็ตได้ง่ายๆ เราสามารถที่จะสร้างพื้นที่ส่วนตัวขึ้นมา เพื่อแนะนำตัวเองได้ โดยเลือกได้ว่าต้องการรู้จักกับใคร หรือเป็นเพื่อนกับใคร ก็ได้ ตัวอย่าง Social Network เช่น Hi5, Facebook, MySpace.com, twitter เป็นต้น
                 Social Network หรือ เครือข่ายสังคม (ชุมชนออนไลน์) เป็นรูปแบบของเว็บไซต์ ในการสร้างเครือข่ายสังคม สำหรับผู้ใช้งานในอินเทอร์เน็ต เขียนและอธิบายความสนใจ และกิจการที่ได้ทำ และเชื่อมโยงกับความสนใจและกิจกรรมของผู้อื่น ในบริการเครือข่ายสังคมมักจะประกอบไปด้วย การแช็ต ส่งข้อความ ส่งอีเมลล์ วิดีโอ เพลง อัปโหลดรูป บล็อก 







ทำไมโซเชียลเน็ตเวิร์ค (Social Network) ถึงกลายมาเป็นเครื่องมือทางการตลาดยอดนิยมได้

เนื่องจากการโฆษณาผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ค (Social Network) นั้นต้นทุนต่ำแต่มีประสิทธิผลสูง หรือหมายถึงมีประสิทธิภาพในการโฆษณาสูงมาก สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้โดยตรง และกระจายการรับรู้ได้รวดเร็ว ทำให้ธุรกิจต่างๆ ต่างให้ความสนใจ โดยระยะแรกนั้นธุรกิจที่มีขนาดเล็ก มีเงินลงทุนน้อยได้ทดลองใช้งานก่อน และเมื่อประสบความสำเร็จ ก็ทำให้ธุรกิจขนาดใหญ่ต้องลงมาโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ค (Social Network) ควบคู่ไปกับสื่อโฆษณาที่เป็น mass marketing อื่นๆ

การตลาดบนโซเชียลเน็ตเวิร์ค (Social Network Marketing)

คือ การตลาดที่มุ่งเน้นไปที่การกระจายข้อมูลข่าวสารผ่านระบบโซเชียลเน็ตเวิร์คเป็นสำคัญ  โดยช่องทางการตลาดบนโซเชียลเน็ตเวิร์ค เป็นลักษณะ one to many คือมีการแพร่กระจายของข่าวสารจากหนึ่งออกไปได้เป็นทวีคูณ  และการรับฟังความคิดเห็นจากผู้บริโภคเป็นไปได้ง่ายกว่า  เข้าถึงมากกว่า  เพราะความไม่เป็นทางการของรูปแบบการสื่อสาร  ทุกวันนี้มีผู้ใช้บริการโซเชียลเน็ตเวิร์คเป็นจำนวนมาก  และมีผู้ทำการตลาดบนโซเชียลเน็ตเวิร์คมากเช่นเดียวกัน  เนื่องจากเป็นบริการที่สามารถใช้งานได้ฟรี (หากต้องการ option เพิ่มเติมมักต้องเสียค่าใช้จ่าย เช่น การดูสถิติผู้เข้าชมโฆษณา การเลือกแสดงโฆษณาให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย เป็นต้น)




"Social Network กับนักเรียนและสังคมไทย"

ผู้ชายใช้งานอินเตอร์เน็ตมากกว่าผู้หญิง คิดเป็น 55% และ 45% ตามลำดับ ในจำนวนนี้เป็นนักเรียน และนักศึกษาถึง 34% นั่นหมายถึงเป็นผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 22 ปีเป็นส่วนใหญ่ (ข้อมูลจากการสำรวจของ True Hit พบว่าเป็นช่วงอายุ 12-17 ปี เป็นส่วนใหญ่)
ใน 25 ล้านคนที่ใช้งานอินเตอร์เน็ต  ได้สมัครเป็นสมาชิกเฟซบุ๊ค (Facebook) 16.4 ล้าน account (ในจำนวนนี้ บางคนมี account มากกว่า 1 account) เฉพาะในกรุงเทพมีจำนวนผู้ใช้งาน 8.6 ล้าน account หรือคิดเป็นครึ่งหนึ่งของทั้งประเทศ  หมายความว่าถ้าคุณโฆษณาอะไรบางอย่างลงบน Facebook จะมีโอกาส 50% ที่ผู้รับชมจะอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ

ข้อมูลล่าสุดสำรวจโดย Social Inc. เมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 เผยแพร่ที่ Marketeer จำนวนผู้ใช้งาน Facebook ของยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็น 28 ล้าน account โตขึ้น 53% และจัดว่ามีอันดับการใช้งานเป็นลำดับที่ 9 ของโลก โดยใน 28 ล้าน account นั้น Active ที่ 85%  พฤติกรรมการใช้งานของ user กว่าครึ่งคือการโพสต์รูป ตามมาด้วยการ Check-In จนอาจกว่าได้ว่า ผู้ใช้งานนิยมเล่าเรื่องราวต่างๆ ผ่านทางภาพถ่าย และบอกกับเพื่อนฝูงว่า ตอนนี้กำลังทำอะไรอยู่ที่ไหน  ส่วนการแชร์ลิ้งค์ และวีดีโอ ไม่ค่อยเป็นที่นิยมเท่าไรนัก





จุดประสงค์ในการใช้งาน  กิจกรรมที่นักเรียนนักศึกษารวมถึงคนวัยทำงานทำเมื่อเข้าเว็บไซต์ประเภทเครือข่ายสังคมออนไลน์ร้อยละ 19.7 จะเข้าเว็บไซต์เครือข่ายสื่อออนไลน์เพื่อสนทนากับเพื่อน รองลงมา จะเข้าเว็บไซต์เพื่ออัพเดทข้อมูลส่วนตัวหรือรูปภาพ คิดเป็นร้อยละ 15.0 เข้าเว็บไซต์เพื่อหาข้อมูล / แลกเปลี่ยนข้อมูล คิดเป็นร้อยละ 13.0 เข้าเว็บไซต์  เพื่อ Like (ถูกใจ) คิดเป็นร้อยละ 11.5 เข้าเว็บไซต์เพื่อเล่นเกมส์คิดเป็นร้อยละ 10.4 เข้าเว็บไซต์เพื่อติดตามข่าวสารของสินค้าผลิตภัณฑ์ หรือบริการต่างๆ คิดเป็นร้อยละ 8.4 เข้าเว็บไซต์  นอกจากนั้นยังมีวัตถุประสงค์อื่นๆอีก แต่กระจัดกระจายเกินกว่าจะกำหนดทิศทางได้





ข้อเสียของ Social Network 

  • เว็บไซต์ให้บริการบางแห่งอาจจะเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวมากเกินไป หากผู้ใช้บริการไม่ระมัดระวังในการกรอกข้อมูล อาจถูกผู้ไม่หวังดีนำมาใช้ในทางเสียหาย หรือละเมิดสิทธิส่วนบุคคลได้

  • Social Network เป็นสังคมออนไลน์ที่กว้าง หากผู้ใช้รู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือขาดวิจารณญาณ อาจโดนหลอกลวงผ่านอินเทอร์เน็ต หรือการนัดเจอกันเพื่อจุดประสงค์ร้าย ตามที่เป็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์

  • เป็นช่องทางในการถูกละเมิดลิขสิทธิ์ ขโมยผลงาน หรือถูกแอบอ้าง เพราะ Social Network Service เป็นสื่อในการเผยแพร่ผลงาน รูปภาพต่างๆ ของเราให้บุคคลอื่นได้ดูและแสดงความคิดเห็น

  • ข้อมูลที่ต้องกรอกเพื่อสมัครสมาชิกและแสดงบนเว็บไซต์ในรูปแบบ Social Network ยากแก่การตรวจสอบว่าจริงหรือไม่ ดังนั้นอาจเกิดปัญหาเกี่ยวกับเว็บไซต์ที่กำหนดอายุการสมัครสมาชิก หรือการถูกหลอกโดยบุคคลที่ไม่มีตัวตนได้

  • ผู้ใช้ที่เล่น social  network และอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานอาจสายตาเสียได้หรือบางคนอาจตาบอดได้      

  • ถ้าผู้ใช้หมกหมุ่นอยู่กับ social  network มากเกินไปอาจทำให้เสียการเรียนหรือผลการเรียนตกต่ำลงได้

  • จะทำให้เสียเวลาถ้าผู้ใช้ใช้อย่างไร้ประโยชน์









ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.microbrand.co/social-network